เปิดใจ “เสถียร” โจทย์ปี 66 ดัน “ร้านถูกดีมีมาตรฐาน” ทำเงิน ยอดขายดี!

สวมบทนักธุรกิจ หากไม่เหลือบ่ากว่าแรง ไม่ต้องการทะเลาะ! กับร้านค้า

ทว่า การทำค้าปลีก “ร้านถูกดีมีมาตรฐาน” ปัญหาล้านแปดประการ หนักสุดกลายเป็นประเด็นขยายวงกว้าง จน “เสถียร” ต้องเปิดใจ เดินหน้าปั๊มยอดขายร้านถูกดีฯ ให้เติบโต นั่นเป็นภารกิจและเป้าหมายเดียวในการทำงานปี 66

ข่าวธุรกิจใหม่

หากย้อนเส้นทางธุรกิจของคนเดือนตุลาฯ นาม “เสถียร เสถียรธรรมะ” หรือสกุลเดิมคือ “เศรษฐสิทธิ์” ต้องถือว่าไม่ธรรมดา เพราะตลอดมาขอบุกเบิก “ท้าชน” ยักษ์ใหญ่แทบทั้งสิ้น

จากจุดสตาร์ทเครื่องดื่มชูกำลังแบรนด์ “คาราบาวแดง” ปัจจุบันอาณาจักรเติบใหญ่มีสินค้าในพอร์ตโฟลิโอมากมาย จากเครื่องดื่มไม่มีแอลกอฮอล์ มาสู่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ เหล้า เบียร์ฯ มีการผลิตสินค้าอุปโภคบริโภค ธุรกิจจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า เป็นต้น

ทว่า “ค้าปลีก” เป็นธุรกิจที่ เจ้าพ่อคาราบาวแดง อย่าง “เสถียร” หมายมั่นปั้นมือตั้งแต่ต้น

กรุงเทพธุรกิจ เคยสนทนา วิสัยทัศน์ “เสถียร” มอง “ธุรกิจจัดจำหน่ายและกระจายสินค้า และค้าปลีก” เป็นรากฐานและจิ๊กซอว์สำคัญอย่างยิ่งในโลกการค้าขาย ที่ผ่านมา จึงเห็นการควักเงินเพื่อซื้อกิจการ “ซีเจ ซูเปอร์มาร์เก็ต” มาอยู่ในมือเกือบ 10 ปี และแตกไลน์โมเดลใหม่ ทั้งร้านสะดวกซื้อ โมเดิร์นเทรด ฯ

อีกโมเดลที่เจ้าตัวทุ่มเงินก้อนโต คือการปั้น “ร้านถูกดี มีมาตรฐาน” เพราะต้องการพลิกโชห่วยให้รวยได้ และยังเสริมแกร่งธุรกิจของกลุ่มด้วย

เสถียร เล่าว่า ร้านถูกดีมีมาตรฐาน บริษัทเป็นรายแรกที่เห็นโอกาสสร้างการเติบโตให้กับโชห่วย โดยบริษัทเป็นผู้ลงทุนให้กับผู้ประกอบการที่อยากมีร้าน ทั้งอุปกรณ์ สินค้า ฯ วงเงินลงทุนเฉลี่ยถึง 1 ล้านบาท โดยร้านต้องวางเงินประกัน 200,000 บาท เพื่อการันตีว่า “ทุกวัน” ที่นำสินค้าไปขายจะต้อง “ส่งเงินกลับมาให้บริษัท” จากนั้นบริษัทจะหักกำไร 15% ส่วน 85% คืนให้เป็นของร้าน

เปิดใจ “เสถียร” โจทย์ปี 66 ดัน “ร้านถูกดีมีมาตรฐาน” ทำเงิน ยอดขายดี!เป้าหมายที่บริษัทวางไว้คือต้องการมีร้านโชห่วยแตะ 50,000 สาขา ใน ปี 2567 ปัจจุบันมีร้านแล้วกว่า 5,000 ร้าน เป้าหมายปี 2566 จะแตะ 8,000 ร้าน และทำรายได้ 40,000 ล้านบาท ทว่า ล่าสุด บริษัทกลับเผชิญข้อพิพาทกับร้านในจังหวัดเชียงราย บริษัท ทีดี ตะวันแดง จำกัด จนต้องชี้แจงข้อเท็จจริงดังนี้

บริษัทเปิดดำเนินการตั้งแต่ปี พ.ศ. 2561 มีวิสัยทัศน์ในการสร้างเครือข่ายร้านค้าปลีกของชุมชน โดยชุมชน เพื่อชุมชน โดยรูปแบบการดำเนินธุรกิจระหว่างบริษัทฯ และผู้ดำเนินการร้านค้า คือ บริษัทฯ จะเป็นผู้ลงทุนให้ทั้งสินค้าทุกชนิด และอุปกรณ์ทั้งหมดภายในร้าน เช่น ชั้นวางสินค้า ตู้เย็น เครื่องคิดเงินอัตโนมัติ (POS) ฯ รวมมูลค่าต่อร้านค้าเกือบ 1 ล้านบาท เป็นต้น

ส่วนผู้ดำเนินการร้านค้าต้องนำส่งรายได้ให้กับบริษัทในวันถัดไป หากยังไม่นำส่งรายได้เกินกว่า 3 วัน ทางบริษัทฯ จะหยุดส่งสินค้า หากเกินกำหนด 4 วัน บริษัทจะส่งจดหมายแจ้งเตือนให้ชำระเงินภายใน 3 วัน และหากไม่มีการชำระเงินเข้ามา บริษัทฯ จะยกเลิกสัญญาทันที รวมถึงนัดหมายเพื่อทำการขนย้ายอุปกรณ์และสินค้าของบริษัทฯ ทั้งหมดออกจากร้านค้า

“เงินค้ำประกัน 200,000 บาท ไม่เพียงพอกับความเสียหายที่มูลค่ากว่า 500,000 บาท เพราะอุปกรณ์ต้องนำไปขายเป็นของมือสอง เชลฟ์ขายเป็นเศษเหล็ก ทำบุญต่อ และถ้าปิดร้านคนเสียหายสุดคือผม”

อย่างไรก็ตาม กรณีร้านค้าที่เชียงราย ทางร้านค้ามีการโอนเงินล่าช้าอย่างต่อเนื่องมากกว่า 80 ครั้ง จาก 130 ครั้ง เป็นต้น นอกจากนี้ บริษัทยังเผชิญผู้ใช้เฟซบุ๊กชื่อ สมฤดี สุขสมหวัง ลงข้อความโจมตีบริษัทฯ ให้เสื่อมเสียชื่อเสียง ยืนยันว่าข้อความที่ปรากฏไม่เป็นความจริง และบริษัทฯ ได้ทำการแจ้งความในข้อหาหมิ่นประมาทฯ และนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์แล้ว ข่าวธุรกิจแนะนำ>>> ตกผลึก “คัมภีร์” การตลาดปี 66 แพลตฟอร์มใหม่ทรงพลังเจาะผู้บริโภค

ตกผลึก “คัมภีร์” การตลาดปี 66 แพลตฟอร์มใหม่ทรงพลังเจาะผู้บริโภค

ปี 2566-2567 ภูมิทัศน์สื่อยังเป็นโจทย์ท้าทายยิ่งขึ้น เพราะจะเห็นการแตกกระจายของ “แพลตฟอร์มสื่อ”

ผ่านพ้นปี 2565 ด้วยเม็ดเงินโฆษณาที่ “โตต่ำ” กว่าคาดการณ์ เงินสะพัดราว 82,300 ล้านบาท ขยายตัว 8.1% จากความหวังเดิม ควรจะฟื้นตัวอัตรา 2 หลัก แต่ด้วยเหตุการณ์ไม่คาดคิดระหว่างทาง ซ้ำเติมเป็นระลอก ทั้งสงครามรัสเซีย-ยูเครน ดันเงินเฟ้อ ข้าวของแพง ฯมีผลต่อแบรนด์ใช้งบโฆษณาผ่านสื่อทั้งสิ้น

ทว่า ปี 2566-2567 ภูมิทัศน์สื่อยังเป็นโจทย์ท้าทายยิ่งขึ้น เพราะจะเห็นการแตกกระจายของ “แพลตฟอร์มสื่อ” โดยเฉพาะออนไลน์ ทำให้โลกการสื่อสารซับซ้อนและยากในการเจาะกลุ่มเป้าหมายอย่างแม่นยำ

ข่าวธุรกิจล่าสุด

“เอ็มไอ กรุ๊ป” ตกผลึกคัมภีร์พฤติกรรมผู้บริโภคในการเสพสื่อ เพื่อให้ผู้ประกอบการโดยเฉพาะ “เอสเอ็มอี” ตลอดจนนักการตลาดต้องรู้ไว้ เพื่อทลายวิกฤติ ไม่เพียงโควิด-19 แต่รวมถึงความไม่แน่นอนในอนาคต เพื่อสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ

ภวัต เรืองเดชวรชัย ประธานกรรมการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท มีเดีย อินเทลลิเจนซ์ จํากัดหรือเอ็มไอ กรุ๊ป ฉายภาพรวมประชากรชาวไทยหรือผู้บริโภคมีราว 67.02 ล้านราย จาก 27.19 ล้านครัวเรือน โดยผู้คนกำลังเข้าสู่ “สังคมสูงอายุ” มากขึ้น เจนเนอเรชั่นใหม่ๆมีอัตราที่จะลดน้อยถอยหลัง ตามอัตราการเกิดที่ลดลง กลายเป็น “ตัวแปร” ต่อการบริโภคสื่อทั้งออฟไลน์ อย่างทีวี และออนไลน์ด้วย

ขณะที่ช่วงวิกฤติโควิดระบาด ยังพลิกการเสพสื่อ เกิดปฏิกิริยา “เร่ง” ให้สื่อออนไลน์โตร้อนแรงมากขึ้น ทว่า หลังสถานการณ์คลี่คลาย บริบทสื่อเปลี่ยนแปลงอีกเช่นกัน

หากมองภาพใหญ่ 3 สื่อทรงอิทธิพล ยังเป็น “ทีวี-ออนไลน์-สื่อนอกบ้าน” แต่ก่อนและหลังโควิด เกิดการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อย เมื่อคนดูทีวี 80% ออนไลน์ 70% และสื่อนอกบ้าน 35% แต่หลังโรคระบาดคนดูทีวีลดเหลือ 75% ออนไลน์ 80% และสื่อนอกบ้าน 35% ที่น่าสนใจคือคนไทย 26 ล้านคน หรือราว 1 ใน 3 เสพคอนเทนต์ผ่านแพลตฟอร์มวิดีโอออนไลน์(OTT) หรือสตรีมมิ่งมากขึ้น และมีคนไทย 18 ล้านคน เข้าถึงแพลตฟอร์มโอทีที นอกจากนี้ 71% ยอมดูแพลตฟอร์มที่มีโฆษณาด้วย และ 92% คนไทยดูคอนเทนต์ผ่านสื่อมากกว่า 1 แพลตฟอร์ม สะท้อนภาพชิง “eyeball” และเวลาของผู้บริโภคยังเข้มข้น

ขณะที่แพลตฟอร์มออนไลน์มีหลากหลาย น้องใหม่เกิดขึ้นชิงนาทีทองของผู้บริโภคอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันสถานการณ์ผู้ใช้งานสื่อต่างๆประจำ(Active User) เป็นดังนี้ Facebook 44 ล้านราย โดยกลุ่มอายุใช้งาน Youtubeมีผู้ใช้งาน 38 ล้านราย ทุกกลุ่มเช่นกัน Instagram 23 ล้านราย ฐานใหญ่อายุ 18-35 ปี Twitter 8 ล้านราย กลุ่มอายุ 16-29 ปี Line 50 ล้านราย ทุกอายุใช้งาน และTikTok 27 ล้านราย กลุ่มอายุ 18-35 ปี

“คนรุ่นใหม่ใช้งานเฟซบุ๊กน้อยลง ฟังก์ชั่นการใช้งานเพื่ออัพเดทข้อมูลข่าวสาร ส่วนหนึ่งเพราะผู้ปกครองเริ่มใช้งานเพื่อส่องบุตรหลาน รวมถึงอัลกอริธึ่มที่เปลี่ยน ทำให้แบรนด์ทำกิจกรรมตลาดน้อยลง เพราะเอ็นเกจเมนต์ต่ำ ส่วนติ๊กต๊อก นอกจากฐานเดิมคือวัยรุ่น ปัจจุบันขยายสู่กลุ่มอายุ 35-44 ปี มากขึ้น โดยมีวิดีโอสั้น ความบันเทิงดึงดูดผู้ใช้งาน” แนะนำข่าวเพิ่มเติม>>> “บทสรุป” จากงาน “SX 2022” ประเทศไทย “พร้อม” เดินหน้า

“บทสรุป” จากงาน “SX 2022” ประเทศไทย “พร้อม” เดินหน้า

“บทสรุป” จากงาน “SX 2022” ประเทศไทย “พร้อม” เดินหน้า

 ธุรกิจ

เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ผมแว่บไปเที่ยวงาน “SX 2022” หรืองาน “Sustainability Expo 2022” มหกรรมการแสดงสินค้าและนวัตกรรมด้านการพัฒนา เพื่อความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน ซึ่งจัดขึ้น ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์มาเรียบร้อยแล้วครับ

ได้พบกับความประทับใจอะไรหลายๆอย่างจากงานนี้ ขออนุญาตนำมาบันทึกไว้เพื่อเป็นเกียรติและขอบคุณคณะผู้จัดงานอีกครั้ง

ในข่าวประชาสัมพันธ์มีอยู่ประโยคหนึ่งว่า งานนี้จัดขึ้นโดยความร่วมมือของบริษัท เฟรเซอร์ส พร็อพเพอร์ตี้ (ประเทศไทย), บริษัท พีทีที โกลบอล เคมิคอล หรือ จีซี, บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ปฯ, บริษัท ปูนซิเมนต์ไทย (SCG) และ บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) รวม 5 องค์กรหลักด้วยกัน

แต่เมื่อไปเดินในงานแล้วก็พบว่ากว่า 70 เปอร์เซ็นต์ น่าจะเป็นฝีมือและงบประมาณของ บริษัท ไทยเบฟฯ ผู้ได้รับโอกาสในการก่อสร้าง และขยายเพิ่มเติมศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ซึ่งได้สิทธิในการบริหารต่อไปอีก 50 ปี จากสัญญาเดิม 25 ปีนั่นเอง

เพราะเกือบทุกจุดของงานจะมีผู้บริหารระดับสูงลงมาถึงเจ้าหน้าที่ระดับต่างๆของไทยเบฟฯยืนดูแลและให้บริการเต็มไปหมด รวมทั้งกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ คุณ ฐาปน สิริวัฒนภักดี ที่ไปยืนรับและตามส่ง พระเมธี วชิโรดม หรือท่าน ว.วชิรเมธี ที่มาเทศนาพิเศษเรื่องการ “บวชป่า” เมื่อช่วงบ่ายแก่ๆวันเสาร์ที่แล้วนั้นด้วย