‘เศรษฐศาสตร์ยุคดิจิทัล’ หอการค้าไทยตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ยุค 5.0

“เศรษฐศาสตร์ยุคดิจิทัล”คุณลักษณะของ”คณะเศรษฐศาสตร์” มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ที่ได้พลิกโฉมรูปแบบการเรียนการสอนและหลักสูตร

เพื่อสู่ยุคการการทำงานที่มีการเปลี่ยนแปลงปี 2025 ศ.ดร.ภูมิฐาน รังคกูลนุวัฒน์ คณบดี “คณะเศรษฐศาสตร์” มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่าจำนวนนักเรียนที่เลือกเรียน”คณะเศรษฐศาสตร์” ในสถาบันอุดมศึกษาเอกชนมีแนวโน้มลดลงอย่างต่อเนื่อง สาเหตุหนึ่งอาจเป็นเพราะ “เศรษฐศาสตร์” เป็นศาสตร์ด้านวิชาการมากกว่าวิชาชีพ ทำให้ผู้เรียนคิดว่าศาสตร์นี้ไม่ตรงกับความต้องการของผู้ว่าจ้างใน “ยุค new normal”

ข่าวเศรษฐศาสตร์

แต่แท้จริงแล้ววิชา “เศรษฐศาสตร์”จะช่วยให้ผู้เรียนมีการคิดวิเคราะห์อย่างมีเหตุผล สามารถประยุกต์ใช้ได้ทั้งในทางธุรกิจ การเงิน โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันขณะนี้ที่เศรษฐกิจและธุรกิจมีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

อย่างไรก็ตาม มี “นักเศรษฐศาสตร์” คนหนึ่งตีพิมพ์บทความวิจัยในวารสาร American Economic Review ในปี 2017 เกี่ยวกับแนวโน้มการเรียนวิชา “เศรษฐศาสตร์” ในประเทศสหรัฐอเมริกา พบว่าสัดส่วนของคนที่เรียน “เศรษฐศาสตร์” ในช่วงสิบปีที่ผ่านมาค่อนข้างคงที่ แต่สัดส่วนคนที่เรียน “เศรษฐศาสตร์” เป็นสาขาวิชาเอกที่สองกลับเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

“เศรษฐศาสตร์ยุคดิจิทัล”หอการค้าไทย มีทักษะพร้อมทำงาน
โดยมีการเรียนควบคู่ไปกับสาขาวิชาเอกอื่น ๆ เช่น คณิตศาสตร์ วิศวกรรม คอมพิวเตอร์ เป็นต้น นี่แสดงให้เห็นว่า “เศรษฐศาสตร์”เป็นศาสตร์สาขาวิชาอื่นให้ความสำคัญ เนื่องจากจะช่วยเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์ทางเศรษฐกิจและธุรกิจซึ่งจำเป็นต้องใช้เมื่อจบไปทำงานนั่นเอง

ยิ่งไปกว่านั้น การเกิดวิกฤติจากไวรัสโควิด 19 ทำให้โลกของธุรกิจและเศรษฐกิจยิ่งมีการปรับเปลี่ยนอย่างรวดเร็วเพิ่มขึ้นไปอีก คนที่ต้องทำงานต่อไปในอีก 4-5 ปีข้างหน้า ต้องเตรียมความพร้อมทักษะต่าง ๆ ให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงนี้

ทาง “คณะเศรษฐศาสตร์” มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย ได้มีการปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับทักษะแรงงานที่จำเป็นต้องมีในปี 2025 ตามที่สภาเศรษฐกิจโลกได้มีการเสนอในปลายปีที่แล้ว และมีการเปิดการเรียนการสอนในระดับปริญญาตรี ภาคพิเศษ (เรียนศุกร์เย็น และเสาร์เต็มวัน) เพิ่มเติมจากภาคปกติ (เรียนจันทร์ – ศุกร์)

รองรับทุกสายอาชีพ เรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ “นักธุรกิจชั้นนำ”
เพื่อรองรับกลุ่มผู้ทำงานจากทุกสายอาชีพที่ต้องการพัฒนาความรู้และทักษะด้านการคิดวิเคราะห์ และต้องปรับตัวให้ทันกับการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นอย่างรวดเร็วในช่วงเวลาอีก 3-4 ปีข้างหน้านี้ โดยทั้งสองกลุ่มสามารถเทียบโอนหน่วยกิตจากมหาวิทยาลัยอื่นหรือหน่วยกิตจากการเรียนในระดับปวส. และยังสามารถเทียบโอนประสบการณ์ทำงานได้อีกด้วย

โดยมีคณาจารย์ผู้สอน เป็นผู้มีความรู้ด้านวิชาการและทักษะการทำงานด้านธุรกิจ ประกอบด้วย อาจารย์ผู้ทรงคุณวุฒิ และนักธุรกิจชั้นนำระดับประเทศและระดับนานาชาติภายใต้การสนับสนุนของสภาหอการค้าไทย ข่าวเศรษฐศาสตร์เพิ่มเติม>>> ขายฝันหรือจริง?ค่าแรงขั้นต่ำ 600 แนะเช็ก 4 ประเด็นก่อนปรับขึ้น

ขายฝันหรือจริง?ค่าแรงขั้นต่ำ 600 แนะเช็ก 4 ประเด็นก่อนปรับขึ้น

นักเศรษฐศาสตร์ เผยค่าแรงแรงงานไทยไม่ตอบโจทย์ภาระวัยแรงงาน 1 คน ต้องเลี้ยง 3 คน ระบุปรับขึ้นค่าแรงพิจารณา 4 ประเด็น

เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์รวมถึงคำถามมากมาย เมื่อทาง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร หัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย ประกาศนโยบายหากได้เป็นรัฐบาลว่า จะเพิ่มค่าแรงขั้นต่ำ 600 บาทต่อวัน และผู้จบวุฒิปริญญาตรีเงินเดือนจะอยู่ที่ 25,000 บาทขึ้นไป ภายในปี 2570ว่าเป็นไปได้จริงหรือ?

ข่าวเศรษฐศาสตร์วันนี้

เพราะหลังจากประกาศนโยบายดังกล่าว ทั้งกลุ่มภาคธุรกิจ กลุ่มพรรคการเมือง และกลุ่มนักวิชาการ ออกมาแสดงความคิดเห็นถึงความเป็นไปได้-ไม่ได้….ปัจจุบันค่าแรงขั้นต่ำ ได้กำหนดอัตราเริ่มต้นตั้งแต่วันละ 328 บาท ถึง 354 บาท โดยการปรับค่าแรงขั้นต่ำของประเทศไทย ไม่ได้ขึ้นค่าแรงขั้นต่ำทุกปี และมีการขึ้นค่าแรงตั้งแต่หลักหน่วยไปจนถึงหลักสิบ

“ค่าแรงไทย”ไม่ตอบโจทย์โครงสร้างประชากร

รศ.ดร.ณรงค์ เพ็ชรประเสริฐ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่าขณะนี้สภาพของแรงงานไทยต้องยอมรับว่า คนกลุ่มใหญ่สุด คือ มนุษย์ค่าจ้าง ซึ่งมีประมาณ 18 ล้านคน แบ่งเป็นภาคเอกชนประมาณ 14 ล้านคน ภาครัฐประมาณ 8 ล้านคน และโดยทั่วไปแล้ว แรงงานไทยจะอายุประมาณ 35 ปีขึ้นไป โดยแรงงานกลุ่มนี้ถือเป็นวัยครอบครัว ทุกคนมีลูก มีพ่อแม่ที่แก่เฒ่าต้องเลี้ยงดู

“แรงงานไทย วัยทำงาน1 คนจะต้องเลี้ยงดูคนอย่างน้อย 3 คน และเมื่อพิจารณาจากค่าแรงขั้นต่ำที่ได้รับ ก็จะเป็นค่าแรงเลี้ยงคนๆ เดียว ไม่ใช่เลี้ยงคน 3 คน ส่วนลักษณะการทำงานของแรงงานไทย ความมั่นคงทางอาชีพค่อนข้างต่ำ เราจะถูกปลดจากงานเมื่อใดก็ได้ เพราะนายจ้างใช้วิธีเหมาจ้างหรือพาสไทม์ ไม่ใช่พนักงานประจำ เมื่องานไม่มั่นคง ทำให้คนตกงานได้ง่ายขึ้น” รศ.ดร.ณรงค์ กล่าว